0

Tariff War การขึ้นภาษีไทยโดน 36% จะกระทบอะไรบ้าง

“ภาษีทรัมป์” หรือ Tariff War (สงครามภาษี) ที่เกิดขึ้นในสมัย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (2018–2020) ถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญระดับโลกเรื่อง “การขึ้นภาษี” แบบกระทันหัน
แต่ต้องแยกให้นิดนึงนะครับ:

ภาษีทรัมป์ภาษีที่คุณถาม
ภาษีศุลกากร (Tariff)ภาษีภายในประเทศ เช่น VAT, รายได้ ฯลฯ
เก็บเฉพาะ “สินค้านำเข้า” จากต่างประเทศ เช่น จีน, ยุโรปเก็บจากประชาชน/ธุรกิจภายในประเทศ
เป้าหมายเพื่อกีดกันสินค้าต่างชาติ, ช่วยอุตสาหกรรมในประเทศเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้รัฐ, กระจายรายได้ ฯลฯ

ตัวอย่างผลกระทบ “ภาษีทรัมป์”

  1. สงครามการค้า (Trade War) กับจีน
    • สหรัฐขึ้นภาษีสินค้าจีนหลายรอบ สูงสุดกว่า 25%
    • จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐเช่นกัน
    • ผลกระทบ:
      • ต้นทุนสินค้านำเข้าในสหรัฐพุ่งทันที เช่น อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องจักร, เหล็ก
      • ผู้บริโภคสหรัฐต้องจ่ายแพงขึ้น
      • บริษัทสหรัฐบางแห่งย้ายฐานการผลิตหนีจีน เช่น ไปเวียดนาม เม็กซิโก
      • หุ้นทั่วโลกร่วงหนัก ในช่วงสงครามการค้าปะทุ (2018–2019)
      • GDP โลกชะลอตัว เพราะความไม่แน่นอน
  2. ผลระยะยาว
    • เกิด “Supply Chain Shift” ย้ายฐานผลิตออกจากจีนถาวรบางส่วน
    • สหรัฐยังเก็บภาษีจีนบางรายการต่อเนื่อง แม้เปลี่ยนรัฐบาล
    • ตลาดทุน/สินค้าเกษตรสหรัฐถูกกระทบช่วงแรก แต่บางธุรกิจ (เช่น อุตสาหกรรมในประเทศ) ได้ประโยชน์บ้าง

บทเรียนสำคัญจาก “ภาษีทรัมป์”

  • การขึ้นภาษี อย่างรวดเร็วและรุนแรง จะกระทบ “ทั้ง 2 ฝ่าย”
  • ผู้บริโภคในประเทศเองต้องจ่ายภาษีเพิ่ม (ผ่านราคาสินค้า)
  • ธุรกิจต้องปรับตัวเร่งด่วน บางรายปรับตัวไม่ทันก็ล้ม
  • ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจจะผันผวนแรงมาก

กรณีศึกษาคล้ายอื่น ๆ:

  1. ฝรั่งเศส (Wealth Tax & Income Tax สูงสุดถึง 75%) ปี 2012
    • ฝรั่งเศสเก็บภาษีรายได้คนรวย 75% (สูงมาก)
    • ผลกระทบ:
      • คนรวยแห่อพยพออกนอกประเทศ (เช่น ดาราดังอย่าง Gérard Depardieu ย้ายไปรัสเซีย)
      • นักลงทุนถอนทุน
      • สุดท้ายต้องยกเลิกภาษีนี้ เพราะทำร้ายเศรษฐกิจเกินไป
  2. อาร์เจนตินา
    • ขึ้นภาษีอย่างรุนแรงหลายรอบ เช่น ภาษีส่งออก, ภาษีรายได้สูง
    • ผล:
      • เงินเฟ้อพุ่ง
      • ประชาชนแห่ใช้เงินสด-ดอลลาร์
      • เศรษฐกิจถดถอยเรื้อรัง

“ภาษีทรัมป์” คือ ภาษีศุลกากร ที่กระทบด้านการค้า-โลจิสติกส์ คล้าย “ขึ้นภาษีเฉพาะบางส่วน”
ส่วน การขึ้นภาษีรายได้ หรือภาษีทั่วไปภายในประเทศ แบบ 36% อย่างที่คุณถาม จะกระทบ โดยตรง ต่อ:

  • ผู้บริโภค
  • ธุรกิจ
  • การลงทุนในประเทศ

แต่ หลักการ-ผลกระทบ มีจุดร่วมกันคือ:

ภาษีที่สูงเกินไป และเร่งรีบ มักก่อให้เกิด ผลข้างเคียงร้ายแรงทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

3 บทเรียนสำคัญจากกรณี “ภาษีทรัมป์” และกรณีขึ้นภาษีอื่น ๆ

1. กระทบเศรษฐกิจทั้ง 2 ฝ่ายเสมอ

  • สหรัฐขึ้นภาษีใส่จีน สุดท้ายผู้บริโภคในสหรัฐเองต้องจ่ายแพงขึ้น
  • ธุรกิจที่พึ่งพานำเข้าเดือดร้อนหนัก ต้นทุนพุ่ง-กำไรหด
  • ฝรั่งเศส-อาร์เจนตินา ก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน คือเงินลงทุนหาย คนหนีภาษีสูง

2. ธุรกิจต้องปรับตัวเร่งด่วน บางรายรอด บางรายล้ม

  • ผู้ประกอบการต้องย้ายฐานผลิต, หาตลาดใหม่, ลดต้นทุน
  • ธุรกิจที่ปรับตัวทันอาจรอด หรือได้โอกาสใหม่
  • ธุรกิจปรับตัวไม่ทัน ล้ม-เลิกกิจการ

3. ตลาดหุ้น-การลงทุนผันผวนหนัก

  • ตลาดหุ้นสหรัฐ-จีน ร่วงทันทีช่วงภาษีทรัมป์
  • นักลงทุนทั่วโลกแห่ขายสินทรัพย์เสี่ยง
  • นักลงทุนมักย้ายเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ, พันธบัตร

แนวทางรับมือ หากไทยขึ้นภาษีสูงถึง 36%

1. ธุรกิจ-คนทำงาน ต้อง “ปรับพอร์ตการเงิน” ด่วน

  • ตัดต้นทุน-บริหารค่าใช้จ่ายเข้มงวด
  • กระจายแหล่งรายได้ เพิ่มรายได้ Passive Income
  • ถ้าทำธุรกิจส่งออก ควรหาตลาดใหม่ทันที

2. นักลงทุน ต้อง “ป้องกันพอร์ต”

  • ถือเงินสดบางส่วน, เน้นสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
  • เลี่ยงหุ้นกลุ่มต้นทุนสูง เช่น โรงงาน-ค้าปลีก
  • ศึกษาหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อน-ต้นทุนต่ำในประเทศ

3. มองหาโอกาสใหม่

  • ธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการขึ้นภาษี เช่น กลุ่มทดแทนการนำเข้า
  • อุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น เกษตร, พลังงานทดแทน อาจได้อานิสงส์
  • ธุรกิจช่วย “ประหยัดภาษี” เช่น ที่ปรึกษาภาษี, Fintech, Digital Asset

“ทุกครั้งที่ขึ้นภาษีรุนแรง คนจนจะลำบากสุด ธุรกิจต้นทุนสูงจะเสี่ยงล้มก่อน ใครปรับตัวเร็ว มีวินัยทางการเงิน จะรอดและได้โอกาสใหม่เสมอ”

xs.com

ข่าวยอดนิยม